วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนี้นอกระบบ

นโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
วิเคราะห์โครงการตามทฤษฎีระบบ
Output
โครงการปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบ
Process
มติคณะรัฐมนตรี / นโยบายรัฐบาล
Input
วิกฤติเศรษฐกิจโลกประชาชนได้รับผลกระทบ Environment


Feedback
ประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ
/ สื่อมวลชน
Input
จากวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนระดับรากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือแม้กระทั่งพนักงานประจำของภาครัฐและเอกชน ประสบปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ปัจจัยของปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ผลพวงจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของกลุ่มคนเหล่านี้ยังคงเท่าเดิมหรือลดน้อยลง บางรายถูกปลดออกจากงานจนทำให้สูญสิ้นรายได้ไป
เศรษฐกิจที่ถดถอยดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้ประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหรือกลุ่มเกษตรกรประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากขายสินค้าหรือผลผลิตไม่ได้ หรือหากขายได้ก็ได้กำไรน้อยเนื่องจากต้นทุนในการผลิตสูง หรือกลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้ง พนักงานบริษัทมีรายได้ไม่เพียงพอกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น บางรายเป็นทั้งหนี้ธนาคารและหนี้บัตรเครดิตควบคู่กันไป จนทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องมองหาแหล่งเงินกู้นอกระบบเพื่อนำมาดำรงชีวิตให้อยู่รอด ที่มาของหนี้นอกระบบจึงเกิดขึ้นจากจุดนี้ เมื่อกลุ่มคนที่ชักหน้าไม่ถึงหลังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบผ่านสถาบันการเงินของภาครัฐและเอกชนได้ อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพคล่องในระบบการเงินกำลังตึงตัว ทำให้สถาบันการเงินเหล่านั้นปล่อยกู้ยาก หรือหากจะปล่อยกู้ ผู้กู้ต้องมี หลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งประชาชนที่รายได้น้อยนั้นไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ พอที่จะใช้ค้ำประกันได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือการที่ประชาชนมีหนี้ในระบบกับสถาบันการเงินอยู่ก่อนแล้ว เช่นกรณีเกษตรกรมีหนี้อยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือประชาชนที่เป็นหนี้ธนาคารและหนี้บัตรเครดิต และไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้นั้นได้ ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้หันหน้าเข้าที่พึ่งสุดท้าย คือ เงินกู้นอกระบบ
ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาที่พัวพันกับคนในสังคมหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ลูกจ้าง ข้าราชการ บุคคลหลากหลายอาชีพ ทั้งที่มีรายได้ประจำและไม่ประจำต่าง ๆ สร้างหนี้สิน จนพอกพูนในระดับครัวเรือน ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์หนี้สินเกิดช่องว่างในเรื่องของรายได้และรายจ่าย อันเป็นปัญหาในการจ่ายชำระหนี้ และเปิดโอกาสให้ผู้ให้กู้ยืมบางรายฉกฉวยผลประโยชน์ เนื่องมาจากลูกหนี้มีความจำเป็นต้องจ่ายชำระ แต่รายได้ไม่พอ แบกภาระรายจ่าย ซึ่งบางรายเป็นหนี้ในระบบอยู่แล้ว และมีหนี้นอกระบบอีกด้วย เกิดภาวะต้องตัดสินใจในทางเลือกนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยแบบสมเหตุสมผลไปจนถึงดอกเบี้ยโหดเกินจริง ประกอบกับวินัยในการจ่ายชำระเงินคืน ยักย้ายถ่ายเท สลับสับเปลี่ยนกระเป๋า จนทำให้ระบบรวน เกิดการเอาเปรียบจากผู้ให้กู้ยืม เกิดสถานการณ์มาเฟียทำร้ายผู้กู้ยืมนอกระบบจริงตามข่าวที่มักปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์
Process
นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงสถาบันทางการเงินของรัฐบาลโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
Output
โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
Feedback
ประชาชนผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ / สื่อมวลชน



ที่มาของโครงการ
จากวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนระดับรากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือแม้กระทั่งพนักงานประจำของภาครัฐและเอกชน ประสบปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ปัจจัยของปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ผลพวงจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของกลุ่มคนเหล่านี้ยังคงเท่าเดิมหรือลดน้อยลง บางรายถูกปลดออกจากงานจนทำให้สูญสิ้นรายได้ไป การสร้างทางเลือกให้กับประชาชน ประชาชนเองก็ควรใช้โอกาสที่สำคัญนี้ ในการปลดล็อคแห่งความยากจนของตน โดยคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายชำระหนี้สินด้วย ซึ่งหากหน่วยงานรัฐเห็นความสำคัญอย่างแท้จริงควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในอัตราการจ่ายชำระเงินคืน โดยอยู่บนพื้นฐานของรายได้ และความสามารถในการจ่ายด้วย อันจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ก็หวังไว้ว่า “ปัญหาความยากจน และภาวะหนี้สินจะหลุดพ้น” ประชาชน “ตั้งตัวได้” หยุดยั้งปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมาเนื่องจากความยากจน ...ประชาชนจะได้มีความสุขในชีวิต...
ปัญหาของประชาชน ที่มีรายได้น้อย หรือรายได้ไม่พอใช้ จนนำไปสู่ปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทยเราส่วนหนึ่ง ก็มาจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน การดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง ทรัพย์สิน บางคนอาจเพียงแค่ต้องการมีกินมีใช้ เลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวไปวันๆ บางคนอาจต้องการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง ทรัพย์สิน เพื่อขยับฐานะของตน เป็นต้น
ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของประชาชน โดยการแปลงหนี้นอกระบบ ให้เป็นหนี้ในระบบ โดยให้สถาบันการเงินช่วยปล่อยกู้ให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเหล่านี้ อาจเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
เศรษฐกิจที่ถดถอยดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้ประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหรือกลุ่มเกษตรกรประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากขายสินค้าหรือผลผลิตไม่ได้ หรือหากขายได้ก็ได้กำไรน้อยเนื่องจากต้นทุนในการผลิตสูง หรือกลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งพนักงานบริษัทมีรายได้ไม่เพียงพอกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น บางรายเป็นทั้งหนี้ธนาคารและหนี้บัตรเครดิตควบคู่กันไป จนทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องมองหาแหล่งเงินกู้นอกระบบเพื่อนำมาดำรงชีวิตให้อยู่รอด ที่มาของหนี้นอกระบบจึงเกิดขึ้นจากจุดนี้ เมื่อกลุ่มคนที่ชักหน้าไม่ถึงหลังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบผ่านสถาบันการเงินของภาครัฐและเอกชนได้ อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพคล่องในระบบการเงินกำลังตึงตัว ทำให้สถาบันการเงินเหล่านั้นปล่อยกู้ยาก หรือหากจะปล่อยกู้ ผู้กู้ต้องมี หลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งประชาชนที่รายได้น้อยนั้นไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ พอที่จะใช้ค้ำประกันได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือการที่ประชาชนมีหนี้ในระบบกับสถาบันการเงินอยู่ก่อนแล้ว เช่นกรณีเกษตรกรมีหนี้อยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือประชาชนที่เป็นหนี้ธนาคารและหนี้บัตรเครดิต และไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้นั้นได้ ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้หันหน้าเข้าที่พึ่งสุดท้าย คือ เงินกู้นอกระบบ แม้จะรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบนั้นแพงมากมายแค่ไหน แต่กลุ่มคนระดับรากหญ้าไม่มีทางเลือกอื่น เงินกู้นอกระบบจึงหมายถึงการกู้ยืมเงินที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน แต่เป็นการให้กู้ยืมระหว่างญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง หรือ เป็นการปล่อยกู้จากผู้ให้กู้เพื่อหวังผลกำไรที่สูงกว่าปกติ ซึ่งการติดตามทวงหนี้จากผู้ให้กู้นอกระบบส่วนใหญ่เป็นไปด้วยวิธีการที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การใช้คำพูดที่หยาบคาย ข่มขู่ กรรโชก หรือประจานให้อับอาย บางรายถึงขั้นทำร้ายร่างกายด้วยวิธีโหดร้าย ทารุณซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันสัดส่วนของของประชาชนที่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และประชาชน 1 ใน 10 คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใดๆ ได้เลย ด้วยเหตุนี้มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดยภาครัฐผ่านกลไกของสถาบันการเงินของรัฐจึงเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน มีธนาคารของรัฐเข้าร่วมโครงการดังต่อไปนี้คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินธนาคารกรุงไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) โดยสถาบันการเงินของรัฐดังกล่าวจะปล่อยกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำและมีระยะเวลาผ่อนนาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นลูกหนี้นอกระบบครอบคลุมทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มเกษตรกร กลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยอีกทั้งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ โดยอาจเจรจาลดหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเพื่อช่วยให้ลูกหนี้กลับมามีความสามารถในการชำระหนี้ได้อีกครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นการลดปัญหาการติดตามทวงหนี้ด้วยวิธีการรุนแรงอีกด้วย โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนกับธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค. 2552 ซึ่งมูลหนี้ที่จะให้กู้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 12% ต่อปี โดยให้มีระยะเวลาผ่อนยาวตั้งแต่ 5 ถึง 12 ปี และอาจขยายได้ถึง 15 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวงเงินกู้และรายได้ของผู้กู้ การที่ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบจะเป็นการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อให้สถาบันการเงินของภาครัฐสามารถเข้าไปบริหารจัดการและปรับโครงสร้างหนี้ต่อไปได้ แต่การดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงแก่สถาบันการเงินของรัฐที่จะต้องแบกรับภาระหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากสถาบันการเงินของรัฐต้องเข้ามาแบกรับความเสี่ยงในการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มลูกหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ ลูกหนี้เหล่านี้อาจจะก่อหนี้ NPL เพิ่มขึ้นอีกได้
อย่างไรก็ดี แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบผ่านกลไกของสถาบันการเงินของรัฐนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุกล่าวคือ เป็นการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากเดิมคือผู้ให้กู้นอกระบบมาเป็นสถาบันการเงินของรัฐ แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาซึ่งก็คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนระดับรากหญ้าซึ่งปัญหาแหล่งเงินทุนของกลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นปัญหาระดับนโยบายที่รัฐบาลควรมุ่งเน้นแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรเร่งพัฒนาและส่งเสริมระบบสถาบันการเงินให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และควรให้สถาบันการเงินต่างๆ กำหนดหลักเกณฑ์การกู้ให้ง่ายขึ้นด้วย เพื่อให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ไม่ยาก หากประชาชนที่เดือดร้อนเงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้โดยง่ายแล้ว การพึ่งพาเงินกู้นอกระบบจะลดน้อยลงหรืออาจหมดสิ้นไปในที่สุด แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลนั้นยังคงยึดตามแนวนโยบายด้านประชานิยมเพื่อเป็นการซื้อใจประชาชนระดับรากหญ้า โดยเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นเพื่อสางหนี้นอกระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่รัฐบาลไม่ได้มองปัญหาในระยะยาวว่า ในอนาคตประชาชนที่ประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังอาจกลับไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบอีกผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ปัญหาของประชาชน ที่มีรายได้น้อย หรือรายได้ไม่พอใช้ จนนำไปสู่ปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทยเราส่วนหนึ่ง ก็มาจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน การดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง ทรัพย์สิน บางคนอาจเพียงแค่ต้องการมีกินมีใช้ เลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวไปวันๆ บางคนอาจต้องการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง ทรัพย์สิน เพื่อขยับฐานะของตน เป็นต้น
ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของประชาชน โดยการแปลงหนี้นอกระบบ ให้เป็นหนี้ในระบบ โดยให้สถาบันการเงินช่วยปล่อยกู้ให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเหล่านี้ อาจเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
หากไม่มีรายได้ที่เพียงพอและยังคงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย มาตรการรีไฟแนนซ์ของรัฐบาลอาจเป็นการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ไม่ตรงจุดนักเนื่องจากการมีอาชีพที่มั่นคงและการวางแผนการใช่จ่ายอย่างเหมาะสมไม่ฟุ่มเฟือยเป็นทางแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ดีที่สุด เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมุ่งเน้นการวางนโยบายในระยะยาวเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพของกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ เพื่อเป็นการสร้างงานสร้างรายได้เพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยให้มีหน่วยงานเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในการสร้างงานและปลูกฝังการวางแผนการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมเพียงพอกับรายได้ เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่แน่นอน นอกจากนี้ ปัญหาในเชิงปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้น คือ โครงการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบดังกล่าวอาจเป็นการเปิดช่องว่างให้มีการโกงหรือสวมรอยในการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือได้ เช่น ลูกหนี้นอกระบบที่เป็นหนี้พนัน หวย หรือหนี้ที่เกิดจากการประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต หรือคนที่ไม่ได้เป็นหนี้จริงอาจร่วมมือกันเข้ามาสวมรอยขอสินเชื่อจากโครงการ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อธนาคารรัฐที่ต้องแบกรับภาระหนี้เสีย (NPL) เพิ่มมากขึ้นไปอีก และอาจส่งผลกระทบต่องบประมาณรายจ่ายในอนาคตได้ รัฐบาลจึงควรวางมาตรการคัดกรองคุณสมบัติของลูกหนี้อย่างรัดกุม เพราะการกู้เงินนอกระบบส่วนใหญ่มักไม่มีหลักฐานการกู้เงินที่ชัดเจนที่จะนำมาแสดงได้ รัฐบาลจึงต้องวางหลักเกณฑ์การพิจารณาเงื่อนไขการปล่อยกู้ หลักประกัน และคุณสมบัติของลูกหนี้ที่เหมาะสม พร้อมทั้งวางมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุม และตรวจสอบการอ้างสิทธิโดยไม่เป็นธรรมรวมถึงกำหนดบทลงโทษด้วยแนวทางแก้ไขปัญหา
การจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืนนั้น รัฐบาลควรวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไปโดยมุ่งเน้นการพัฒนาให้สถาบันการเงินเป็นช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนในทุกระดับ พร้อมทั้งวางนโยบายระยะยาวในการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเพื่อให้ประชาชนระดับรากหญ้ามีรายได้ และมีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยรัฐบาลควรคำนึงถึงปัญหาสำคัญที่จะตามมาจากการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบ คือ การเกิดหนี้ NPL เพิ่มเติมในสถาบันการเงินของภาครัฐ และเร่งวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ควบคู่กันไปด้วย
ประชาชน หรือชาวบ้านเหล่านี้ หลายท่าน ก็ทราบดีอยู่แล้ว พวกที่ปล่อยกู้ ร้อยละ 20 คิดดอกเบี้ยแพงเกินไป แต่หลายคนก็จำเป็นต้องกู้ยืม ด้วยเหตุผลความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนเรื่องเงินทอง ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่พอใช้ แม้รัฐบาล จะยอมหลงลืมหลักนิติรัฐไปบ้าง ก็อาจเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าประชาชนหรือชาวบ้านเหล่านี้ เดือดร้อนเรื่องเงินอีก รัฐบาลก็จะหาวิธีการให้สถาบันการเงินเหล่านี้ ปล่อยกู้ให้ประชาชน ต่อได้อีกหรือ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ERP หมายถึงอะไร มีประโยชน์อย่างไร

ERP หมายถึงอะไร
ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning หมายถึง การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดของทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กร
ERP จึงเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการบริหารธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนและบริหารทรัพยากรขององค์กรโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ERP จะช่วยทำให้การเชื่อมโยงทางแนวนอนระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง การผลิต และการขายทำได้อย่างราบรื่น ผ่านข้ามกำแพงระหว่างแผนก และทำให้สามารถบริหารองค์รวมเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด
ระบบ ERP เป็นระบบสารสนเทศขององค์กรที่นำแนวคิดและวิธีการบริหารของ ERP มาทำให้เกิดเป็นระบบเชิงปฏิบัติในองค์กร ระบบ ERP สามารถบูรณาการ (integrate)รวมงานหลัก (core business process) ต่างๆ ในบริษัททั้งหมด ได้แก่ การจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี และการบริหารบุคคล เข้าด้วยกันเป็นระบบที่สัมพันธ์กันและสามารถเชื่อมโยงกันอย่าง real time
ลักษณะสำคัญของระบบ ERP คือ
1. การบูรณาการระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP
จุดเด่นของ ERP คือ การบูรณาการระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การจัดซื้อ จัดจ้าง การผลิต การขาย บัญชีการเงิน และการบริหารบุคคล ซึ่งแต่ละส่วนงานจะมีความเชื่อมโยงในด้าน การไหลของวัตถุดิบสินค้า (material flow) และการไหลของข้อมูล (information flow) ERP ทำหน้าที่เป็นระบบการจัดการข้อมูล ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการงานในกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด พร้อมกับสามารถรับรู้สถานการณ์และปัญหาของงานต่างๆ ได้ทันที ทำให้สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาองค์กรได้อย่างรวดเร็ว
ERP รวมงานทุกอย่างเข้าเป็นระบบเดียวกัน2. รวมระบบงานแบบ real time ของระบบ ERP
การรวมระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP จะเกิดขึ้นในเวลาจริง(real time) อย่างทันที เมื่อมีการใช้ระบบ ERP ช่วยให้สามารถทำการปิดบัญชีได้ทุกวัน เป็นรายวัน คำนวณ ต้นทุนและกำไรขาดทุนของบริษัทเป็นรายวัน
3. ระบบ ERP มีฐานข้อมูล(database) แบบสมุดลงบัญชี
การที่ระบบ ERP สามารถรวมระบบงานต่าง ๆ เข้าเป็นระบบงานเดียว แบบ Real time ได้นั้น ก็เนื่องมาจากระบบ ERP มี database แบบสมุดลงบัญชี ซึ่งมีจุดเด่น คือ คุณสมบัติของการเป็น 1 Fact 1 Place ซึ่งต่างจากระบบแบบเดิมที่มีลักษณะ 1 Fact Several Places ทำให้ระบบซ้ำซ้อน ขาดประสิทธิภาพ เกิดความผิดพลาดและขัดแย้งของข้อมูลได้ง่าย

ประโยชน์ของ ERP package
1. เป็น Application Software ที่รวมระบบงานหลักอันเป็นพื้นฐานของการสร้างระบบ ERP ขององค์กร
ERP package จะต่างจาก software package ที่ใช้ในงานแต่ละส่วนในองค์กร เช่น production control software, accounting software ฯลฯ แต่ละ software ดังกล่าวจะเป็น application software เฉพาะสำหรับแต่ละระบบงานและใช้งานแยกกัน ขณะที่ ERP package นั้นจะรวมระบบงานหลักต่างๆ ขององค์กรเข้าเป็นระบบอยู่ใน package เดียวกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างระบบ ERP ขององค์กร
2. สามารถเสนอ business scenario และ business process ซึ่งถูกสร้างเป็น pattern ไว้ได้
ERP package ได้รวบรวมเอาความต้องการสำคัญขององค์กรเข้าไว้ เป็นระบบในรูปแบบของ business process มากมาย ทำให้ผู้ใช้สามารถนำเอารูปแบบต่างๆ ของ business process ที่เตรียมไว้มาผสมผสานให้เกิดเป็น business scenario ที่เหมาะสมกับลักษณะทางธุรกิจขององค์กรของผู้ใช้ได้
3. สามารถจัดทำและเสนอรูปแบบ business process ที่เป็นมาตรฐานสำหรับองค์กรได้
การจัดทำ business process ในรูปแบบต่างๆ นั้นสามารถจัดให้เป็นรูปแบบมาตรฐานของ business process ได้ด้วย ทำให้บางกรณีเราเรียก ERP ว่า standard application software package
แนวโน้มของ ERP ยุคหน้า
1. กระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ
1.1 ขอบเขตบูรณาการ
ก่อนยุค ERP นั้น ระบบสารสนเทศขององค์กรถูกสร้างโดยแบ่งแยกกันในแต่ละงาน และเชื่อมโยงแต่ละงานด้วยวิธีแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูลเป็นครั้งคราว ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการล่าช้าในการประสานบูรณาการข้อมูลตามแนวนอนของแต่ละงาน ยังผลให้ การนำข้อมูลภายในองค์กรมาใช้ประโยชน์ในการบริหารนั้นล่าช้า ซึ่งระบบ ERP ขยายขอบเขตการบูรณาการสู่ระดับทั้งองค์กร และสามารถกำจัดการล่าช้าดังกล่าวได้
1.2 งานเป้าหมาย
การทำให้เป็นระบบงานนั้น โดยปกติแล้วเป้าหมายจะเริ่มจาก back office ซึ่งเป็นงานประจำที่มีรูปแบบตายตัว สามารถเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติได้ง่ายก่อน แล้วจึงขยายไปสู่ front office ซึ่งเป็นงานเฉพาะทางไม่มีรูปแบบตายตัว เช่น งานวางแผน งานออกแบบ


1.3 วัตถุประสงค์หลัก
วัตถุประสงค์หลักของช่วง non ERP คือ การประหยัดและลดต้นทุนของทุกงานในองค์กร ส่วนช่วง ERP นั้น วัตถุประสงค์หลักคือ ปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจ โยการบูรณาการกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดขององค์กรรวมกัน เป็นการรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกลยุทธ์ขององค์กร
1.4 โครงสร้างพื้นฐาน IT และเวลาที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
โครงสร้างพื้นฐาน IT นั้นเปลี่ยนจากระบบ Mainframe มาเป็นระบบ client & server และกลายมาเป็นระบบ IP based หรือ Web Application ในยุคของ Extended ERP และเวลาในการพัฒนาระบบก็ลดลงด้วย จากนี้ไปจะต้องมีระบบที่มีความสามารถในการสร้างระบบการปฏิรูปธุรกิจ และการปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจในเวลาที่สั้น เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เร็วยิ่งขึ้นทุกวัน
2. แนวโน้มของ ERP ยุคหน้า
ระบบ ERP ยุคหน้าซึ่ง E-Business จะเติบโตเต็มที่ จะได้รับการพัฒนายิ่งขึ้นไปจาก Extended ERP ซึ่งจะมีบทบาทในการรองรับสิ่งต่อไปนี้
1.1 งานหน้าร้าน (front office)
สำหรับ ERP ยุคหน้า เป้าหมายของสิ่งที่จะเชื่อมโยงระหว่างองค์กรธุรกิจนั้น ไม่ใช่เฉพาะการบริหารซัพพลายเชนของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเท่านั้น แต่จะต้องครอบคลุมไปถึงการวางแผน การออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อีกด้วย
1.2 ห่วงโซ่ของมูลค่าที่ไม่หยุดนิ่ง
ห่วงโซ่มูลค่าในปัจจุบันมีลักษณะปิด โดยประกอบด้วยสมาชิกหลักในองค์กรหรือบริษัทเดียวกัน ในอนาคตธุรกิจจะเป็นแบบเปิดและมีเทคโนโลยีการบูรณาการระบบข้ามองค์กรที่เรียกว่า Dynamic B2B มากขึ้น
1.3 กลยุทธ์เชิงรุก
ปัจจุบัน กุญแจของความสามารถในการแข่งขัน ได้เปลี่ยนจาก กลยุทธ์เพื่อตอบสนองรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ มาเป็น กลยุทธ์การที่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า ดังนั้น ERP ยุคหน้าจะต้องมีความสามารถที่จะวางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลการปฏิรูปโครงสร้างอย่างฉับพลันทันทีได้

Supply Chain คืออะไรมีประโยชน์อย่างไร

Supply Chain Management

1. Supply Chain Management หมายถึง
การจัดการกลุ่มของกิจกรรมงาน กล่าวคือ ตั้งแต่การรับวัตถุดิบมาจาก Supplies แล้วเปลี่ยนวัตถุดิบนั้นให้เป็นสินค้าขั้นกลาง และสินค้าขั้นสุดท้าย จนกระทั่งจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า
2. แก่นสำคัญของ Supply Chain Management
แม้ว่าการผลิตจะมีความซับซ้อนและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ยากต่อการควบคุม แต่หน้าที่ทางการผลิตของทุกองค์กรจะมีหลักการพื้นฐานต่างๆ เหมือนกัน
สิ่งที่จะทำให้เข้าใจถึงหน้าที่ของการผลิตและวิธีการควบคุมการผลิตนั้น เราจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตอยู่ 2 สิ่งหลักๆ คือ
1. วัตถุดิบ (Materials)
2. สารสนเทศ (Information)
การบริหารการผลิตจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเมื่อกระบวนการผลิตเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด และมีระบบที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ยิ่งมีระบบย่อยหรือแยกส่วนมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น
วัตถุดิบจะเคลื่อนไหวจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบหรือผู้ส่งมอบผ่านเข้าไปในโรงงานผลิตจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งไปยังลูกค้า ทั้ง 3 องค์กร (ผู้ส่งมอบ-ผู้ผลิต-ลูกค้า) นี้ มองผิวเผินแล้วเหมือนเป็นอิสระต่อกัน แต่ความเป็นจริงแล้วทั้ง 3 องค์กร จะขึ้นต่อกันและต้องพิจารณารวมกันเป็น “กระบวนการ” เดียวกันคือ กระบวนการแปรสภาพวัตถุดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ข้อมูลสารสนเทศจะเคลื่อนไหลไปมาระหว่างองค์กรเช่นกัน จากรูปแสดงถึงการเคลื่อนไหวหมุนเวียนของข้อมูลสารสนเทศในวงจรปิด 4 วงจร ซึ่งจะเชื่อมโยง 3 องค์กรต่อถึงกันเป็นระบบธุรกิจ ฝ่ายบริหารจะควบคุมกำกับได้โดยกำหนดนโยบาย ระเบียบปฏิบัติและทำการตัดสินใจในเรื่องการผลิต ระบบนี้จะรายงานผลผลิตในรูปของผลดำเนินการและรายงานทางการเงินเพื่อให้ผู้ถือหุ้น ฝ่ายบริหารและรัฐบาลได้รับทราบ
ปัญหาคือความสนใจที่แตกต่างกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ลูกค้ามักต้องการสินค้าที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบและมีราคาถูก
- พนักงานในสายการผลิตอยากรู้คำสั่งที่ถูกต้อง
- ฝ่ายจัดซื้อต้องการได้วัตถุดิบที่ถูกต้อง มีคุณภาพ
- ผู้จำหน่ายวัตถุดิบต้องการคำสั่งซื้อที่ถูกต้องเพื่อจะได้จัดส่งได้ถูกต้อง
- ผู้จัดการต้องการรายงานที่ถูกต้อง

3. ประโยชน์ของการทำ SCM
1. การเคลื่อนไหลของวัตถุดิบและสารสนเทศเป็นไปอย่างราบรื่น
2. ปรับปรุงระดับของสินค้าคงเหลือ
3. เพิ่มความเร็วได้มากขึ้น
4. ขจัดความสิ้นเปลืองหรือความสูญเปล่าต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจให้หมดไปได้
5. ลดต้นทุนในกิจกรรมต่างๆ ได้
6. ปรับปรุงการบริการลูกค้า

4. การประยุกต์ใช้ SCM
การนำ SCM มาใช้ในการแก้ปัญหาในการผลิตและการจัดการ ซึ่งปัญหาในที่นี้คือปัญหาการเคลื่อนไหลของวัตถุดิบ และการมีสินค้าคงเหลือไว้มากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาคือเงินทุนจม เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสมากขึ้น และโรงงานใช้วิธีการผลิตแบบ batch ที่ไม่ทันสมัย ทางาเดินของวัตถุดิบไม่มีคุณภาพ การจัดการกับวัตถุดิบในสายการผลิตไม่ดีพอ โครงสร้างการจัดองค์กรซับซ้อน มีการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันทำได้ลำบาก และส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นได้
แนวทางในการแก้ปัญหาทั้งหมดคือ การจัดองค์กรระบบกระจายอำนาจ ประกอบด้วยหน่วยต่างๆ หลายๆ หน่วย (Market business units) ซึ่งแต่ละหน่วยนั้นจะมีอำนาจในการจัดการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าใน zone ของตนเองได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตสินค้าได้ตามต้องการ (zone ในที่นี้จะแบ่งเป็น ยุโรป, อเมริกา และ เอเซีย)
แนวทางต่อไปคือการเคลื่อนไหลของสารสนเทศต้องเป็นไปอย่างราบรื่น มีการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างหน่วย supplies และลูกค้าสามารถติดต่อเชื่อมโยงกันได้โดยอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกและทันสมัย
สินค้าที่ผลิตขึ้นจะต้องได้มาตรฐานและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี และรวดเร็ว
จากการที่บริษัทนำการจัดการแบบ market business unit มาใช้นี้ ทำให้สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย


ที่มา : http://www.arip.co.th/

CRM คืออะไร มรประโยชน์อย่างไร ?

CRM คือ อะไร
CRM หรือ Customer Relatoinship Management หมายถึง กระบวนการจัดการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพิ่งจะได้รับการกล่าวถึง และนำมาใช้ในยุคนี้ เกือบทุกองค์กรจะนำ CRM เข้ามาใช้โดยอาจอยู่ภายในหนึ่ง แผนกหรือมากกว่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นการเก็บประวัติการณ์ให้บริการ ลูกค้าของแผนกดูแลลูกค้า โดยการบันทึกความคิดเห็นของ ลูกค้า หรือข้อมูลที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเติม ซึ่งสิ่งที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไม่นานมานี้ คือ ผลกระทบ ของเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อกระบวนการบริหารลูกค้าที่เห็น ได้ชัดเจน คือการใช้เทคโนโลยีในการเก็บรวบรวมฐานข้อมูล ลูกค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (การจัดเก็บในคอมพิวเตอร์) หรือการนำศูนย์บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ (Call Center) เข้ามาสนับสนุนการทำงาน ระบบที่มีความทันสมัยส่วนใหญ่ จะมีความสามารถในการ จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าได้จำนวนมาก และจะเป็นเครื่องมือใน การรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อความสะดวกในการ ใช้งานขององค์กร ข้อมูลที่เก็บไว้สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ ในโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อลูกค้าติดต่อกับองค์กรในครั้งล่าสุดเมื่อใด, เป็นการติดต่อในเรื่องอะไร, มีการแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลลูกค้ารายนั้น
คุณสมบัติที่ดีที่สุดของ CRM คือ ความสามารถในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และสามารถในการประเมินความต้องการ ของลูกค้าล่วงหน้าได้ เพื่อให้การ ปฏิบัติงาน สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้สูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของ CRM ยังรวมถึงลักษณะเฉพาะ ที่โดดเด่นอีกจุดหนึ่ง นั่นคือการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ในการรับข้อมูลที่ตัวเองสนใจ และทันต่อเหตุการณ์ เช่น ระบบ CRM สามารถแจ้งให้เจ้าของ รถยนต์ทราบล่วงหน้าว่า รถของพวกเขาถึงเวลาอันสมควร ที่จะได้รับการตรวจเช็คจากศูนย์บริการ โดยระบบจะทราบถึงรายละเอียด ของข้อมูลลูกค้าเพื่อใช้ ในการติดต่อ รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ จดหมายแจ้งลูกค้า จะถูกส่งไปตามที่อยู่ที่ เก็บบันทึกไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้ารับบริการตรวจเช็ครถคัน ดังกล่าว รวมถึงการเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้า ด้วยการแนะนำศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดให้ กระบวนการ CRM นี้ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าบริษัทผลิตรถยนต์ได้ใช้ระบบนี้ เพื่อสร้าง ความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเป็นทุกๆ ปี หรือทุกๆ ครึ่งปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและการพัฒนาของ ซอฟต์แวร์ได้ช่วยอำนวยความสะดวก ให้องค์กรสามารถเก็บ รวบรวมข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีระบบและนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อได้เปรียบที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ระบบการทำงาน ที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ซึ่งมีความเที่ยงตรงกว่า การบริหารโดยคน และยังสามารถแสดงให้เห็นถึงทิศทาง และแนวโน้มในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น อัตราการเติบโตของลูกค้า, ความจำเป็นที่จะต้องหาพนักงานใหม่ และ การฝึกฝนทีมงาน และที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ
CRM จึงเป็นกิจกรรมที่ทำขึ้นตั้งแต่ก่อนการขายจนถึงหลังการขาย โดยสามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ คือ
1. Operational CRM : ซึ่งก็คือกระบวนการการทำธุรกิจทั่วไปขององค์กรนั่นเอง แต่องค์ประกอบ CRM ในส่วนนี้จะช่วยพัฒนาหรือเสริมสร้างให้กระบวนการต่างๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เช่น มีระบบที่ช่วยให้พนักงานขายสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น มีระบบที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าต่อลูกค้าได้ง่ายขึ้น
2. Collaborative CRM : เป็นส่วนประกอบของ CRM ที่จะช่วยให้การติดต่อระหว่างองค์กรกับลูกค้ามีความง่ายดาย และสะดวกมากขึ้น
3. Analytical CRM : ส่วนประกอบนี้ถือเป็นส่วนสำคัญมากในความคิดเห็นของผู้เขียนเนื่องจากเป็นส่วนที่นำเอาข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากส่วนที่หนึ่งและสองมาทำการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุง หรือรังสรรค์กระบวนการเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าให้มากขึ้นเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว
ที่มา : http://www.arip.co.th/

นายสันติภพ บุดดีสิงห์ M.POL.SCI รุ่น 5

http://santipop.blogspot.com